สั่งเลย

+66 (0)65 858 6005

ความสัมพันธ์ระหว่าง HGH และโรคไต

Kidney Disease and human growth hormone

HGH คืออะไร

โกรธฮอร์โมน หรือ ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของมนุษย์ หรือ Human Growth Hormone (hGH) เป็นส่วนของโมเลกุลโปรตีนโพลีเปปไทด์ (polypeptide) ที่ประกอบขึ้นจากโมเลกุลกรดอะมิโน 191 โมเลกุลประกอบกันด้วยพันธะโซ่เดี่ยว (single chain) และมีน้ำหนัก 22,128 ดาลตัน (Dalton) ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง หน้าที่หลักของโกรธฮอร์โมน คือ กระตุ้นการเจริญเติบโตในเด็กและคนวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ โกรธฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยเสริมการทำงานอื่นๆของร่างกายอีกด้วย อาทิ:

  1. ควบคุมการของเหลวในร่างกายให้เป็นปกติ
  2. ควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นปกติ
  3. ควบคุมการเผาผลาญไขมันให้เป็นปกติ
  4. เสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ
  5. ควบคุมองค์ประกอบต่างๆของร่างกายให้เป็นปกติ

นอกจากนี้ โกรธฮอร์โมนยังให้ผลทางการรักษาที่เป็นประโยชน์จึงได้ถูกนำมาใช้ในการสั่งจ่ายเป็นยาให้แก่คนไข้

โกรธฮอร์ โมนและระบบฮอร์ โมน IGF-1:

การทำงานของโกรธฮอร์โมนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับฮอร์โมน IGF (Insulin-like growth factor) ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน ในตอนแรก มีการตั้งสมมุติฐานว่าโกรธฮอร์โมนไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายโดยตรงและจะออกฤทธิ์ผ่าน IGF-1 อย่างไรก็ตาม สมมุติฐานนี้ได้รับการแก้ไขในปี ค.ศ. 1985 (พ.ศ.2528) โดยมีการพิสูจน์แล้วว่าโกรธฮอร์โมนเพียงอย่างเดียวมีผลต่อร่างกายโดยตรงเช่นกัน (1)

ทั้งนี้ การทำงานของโกรธฮอร์โมนสัมพันธ์ยังเกี่ยวเนื่องกับ IGF ในทั้งผู้ใหญ่และทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เกิดจากโกรธฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมใต้สมองเป็นหลัก แต่เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วการเจริญเติบโตของเด็กโดยเฉพาะในวัยเริ่มเจริญพันธุ์ จะมีฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid Hormone) และ ฮอร์โมนเพศ (Gonadal Hormone) มีส่วนช่วยด้วยเช่นกัน

ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันว่าโกรธฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นที่ส่งผล (potent stimulator) ต่อการสร้างฮอร์โมน IGF-1 ที่พบได้บนเนื้อเยื่อเกือบทั้งหมดของร่างกาย ส่งผลให้ HGH สามารถกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน IGF-1 บนเนื้อเยื่อเหล่านี้และควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่าการเจริญเติบโตทางร่างกายหลังคลอดส่วนใหญ่ต้องพึ่งโกรธฮอร์โมนและฮอร์โมน IGF มีเพียง 17% เท่านั้นที่การเติบโตของร่างกายเกิดขึ้นอย่างอิสระ

ฮอร์โมนIGF

ฮอร์โมน IGF มีตัวรับสัญญาณ (receptor) ของร่างกายสองชนิดด้วยกัน คือ IGF-1 และ IGF-2 โดย IGF เป็นโพลีเปปไทด์ที่ประกอบขึ้นจากโมเลกุลกรดอะมิโน 7 โมเลกุลและถูกเข้ารหัสอยู่ในแขนข้างยาว (long arm) บนโครโมโซมคู่ที่ 12 ในขณะที่ IGF-2 เป็นโพลีเปปไทด์ที่ประกอบขึ้นจากโมเลกุลกรดอะมิโน 67 โมเลกุลและเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากโกรธฮอร์โมน นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง IGF-1 และ IGF-2 คือ ฮอร์โมน IGF-2 ถูกเข้ารหัสในแขนข้างสั้น (short arm) ของโครโมโซมคู่ที่ 11 ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการเติบโตของเนื้อเยื่อร่างกายร่วมกับการเพิ่มจำนวนเซลล์ (proliferation) และการแบ่งตัวของเซลล์ (differentiation)

a woman who suffered from chronic kidney disease.

โกรธฮอร์โมนและการทำงานของไต

โกรธฮอร์โมนมีความสำคัญต่อการรักษาอัตราการไหลของพลาสมาผ่านไต (Renal Plasma Flow) และอัตราการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate) ซึ่งเป็นสองกระบวนการทำงานหลักของไตในการควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของโกรธฮอร์โมนที่มีต่อการทำงานของไตด้วยการทดสอบผู้ที่มีสุขภาพดีจำนวนหนึ่งโดยฉีดโกรธฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อ หลังจากที่ได้รับการฉีดโกรธฮอร์โมนปริมาณ 0.15 มก./กก. ผู้รับการทดสอบได้รับการตรวจหาภาวะความดันเลือดในปอดสูง (pulmonary arterial hypertension หรือ PAH) และอัตราการกรองอินซูลิน (insulin clearance rate) เป็นระยะเวลา 3 วัน โดยพบระดับโกรธฮอร์โมนในพลาสมาสูงที่สุดหลังจากที่ผู้รับการทดสอบได้รับการฉีดเป็นเวลา 2.25 ชั่วโมง จากนั้นโกรธฮอร์โมนเริ่มลดลงตามลำดับ ในวันถัดมา พบระดับพลาสมาสูงขึ้นเล็กน้อยจากเส้นฐานและในวันที่สามระดับพลาสมาลดลงจนถึงเส้นฐาน

เนื่องจากการทำงานของโกรธฮอร์โมนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ IGF-1 จึงมีการบันทึกระดับฮอร์โมน IGF-1 ด้วยเช่นกัน โดยในวันแรกที่ฉีดโกรธฮอร์โมนเข้าร่างกาย ไม่พบการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน IGF-1 แต่ระดับฮอร์โมน IGF-1 สูงขึ้นในวันที่สองและยังคงสูงอยู่ในวันที่สามของการทดสอบ

นอกจากนี้ เมื่อทำการประเมินอัตราการไหลของพลาสมาผ่านไต (Renal Plasma Flow) และอัตราการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate) เพื่อหาว่าการทำงานของไตดีขึ้นหรือไม่เมื่อได้รับการฉีดโกรธฮอร์โมน พบว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดใดในวันแรก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกระบวนการทำงานมีอัตราที่สูงขึ้นในวันที่สองและยังคงสูงอยู่ในวันที่สามของการทดสอบ ดังนั้น จึงสรุปว่าโกรธฮอร์โมนส่งผลที่ล่าช้าต่อการทำงานของไตหลังจากที่ระดับเซรั่มโกรธฮอร์โมนในร่างกายเริ่มลดลง (2)

ผลสรุปจากการศึกษาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า:

  1. การเพิ่มขึ้นของโกรธฮอร์โมนในร่างกายส่งผลให้อัตราการไหลของพลาสมาผ่านไต(Renal Plasma Flow) และอัตราการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate) สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานและสิ่งเสริมสุขภาพของไต
  2. อัตราการไหลของพลาสมาผ่านไตในร่างกายมีฮอร์โมน IGF-1 เป็นสื่อกลาง

ความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตล่าช้าของร่างกายกับโรคไต:

โรคไตเรื้อรังมักส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ล่าช้าของร่างกายอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโกรธฮอร์โมนและโรคไต ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องร่วมด้วยแต่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตจะมีส่วนสูงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ต่ำสุดของส่วนสูงปกติ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต อาทิ ภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) ภาวะโลหิตจาง (anemia) ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติจากปัจจัยอื่น (secondary hyperthyroidism) เนื่องจากการขาดวิตามินดี ภาวะฟอสฟอรัสในเลือดสูง (hyperphosphatemia) ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ (sex steroids) การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของไต (renal growth disturbances) และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบโกรธฮอร์โมนหรือฮอร์โมน IGF-1 เป็นต้น (3)

เราสามารถควบคุมโกรธฮอร์โมนให้เป็นปกติสำหรับโรคไตเรื้อรังได้อย่างไร:

แนวทางในการรักษาระดับโกรธฮอร์โมนในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตในระยะเริ่มต้น คือ การแก้ไขปัญหาการทำงานผิดปกติของระบบเผาผลาญและโภชนาการ หากการเจริญเติบโตของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้นหลังจาก 6 เดือนที่เข้ารับการรักษา สามารถเริ่มการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทน (growth hormone therapy) ร่วมด้วย ซึ่งได้แสดงผลลัพธ์น่าพึงพอใจในอดีตที่ผ่านมาและช่วยเพิ่มส่วนสูงได้ 2 ถึง 10 เซนติเมตรตลอดช่วงพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ

การศึกษาก่อนหน้านี้ยังได้แสดงให้เห็นว่าระดับโกรธฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆเหล่านี้:

ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติซอยด์ (Glucocorticoids):การหลั่งโกรธฮอร์โมนจากถูกกระตุ้นภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้นหลังจากฮอร์โมนกลูโคคอร์ติซอยด์เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม เมื่อฮอร์โมนกลูโคคอร์ติซอยด์ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา พบว่าการหลั่งโกรธฮอร์โมนลดลง

กลูโคส (Glucose): มีการพบว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) จะส่งผลให้เกิดการหลั่งโกรธฮอร์โมนในร่างกาย ในขณะที่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) จะยับยั้งการหลั่งของโกรธฮอร์โมน

กรดอะมิโน (Amino Acids): แอล-อาร์จินีน (L-Arginine) คือ กรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรธฮอร์โมนในร่างกายเนื่องจากฮอร์โมนควบคุมการหลั่งของโกรธฮอร์โมน (GHRH) เพิ่มขึ้นและการสร้างโซมาโตสตาติน (somatostatin) ถูกยับยั้ง

a nurse was treating a male patient with kidney problem with human growth hormone

โกรธฮอร์โมนสามารถช่วยป้องกันอัตราการเสียชีวิตของคนไข้โรคไตเรื้อรังได้หรือไม่

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพและมักจะสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงด้วยเช่นกัน เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเจ็บป่วยเพิ่มเติมจากปัญหาหลอดเลือดและหัวใจ มีรายงานว่า ในปัจจุบันพลเมืองในสหรัฐอเมริกากว่า 26 ล้านคนป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังและมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะสูงขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่เข้ารับการฟอกไตกว่า 20% ในสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ในขณะที่อีก 40% เสียชีวิตจากปัญหาหลอดเลือดและหัวใจ

ยิ่งไปกว่านี้ ปัจจัยอื่นๆ อาทิ ภาวะขาดสารอาหารและการอักเสบมีบทบาทสำคัญเช่นกันที่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคไตโดยเฉพาะผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต (renal replacement therapy) นอกจากนี้ ภาวะโลหิตเป็นพิษ (uremia) และ ภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) สัมพันธ์กับโรคไตเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายอัตราการป่วย (morbidity) และ อัตราการตาย (mortality) ที่สูงในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุมาจากภาวะขาดโกรธฮอร์โมน

บทบาทที่สำคัญของโกรธฮอร์โมนที่มีต่อสุขภาพของร่างกายเห็นได้จากตัวอย่างของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีภาวะขาดโกรธฮอร์โมน ผู้ป่วยเหล่านี้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นในการเกิดปัญหาหลอดเลือดและหัวใจเนื่องจากปริมาณที่ลดลงของชีวปริมาณไนตริกออกไซด์ (bioavailable nitric oxide) ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ ยังพบสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจ (ejection fraction ) และมวลหัวใจห้องล่าง (ventricular mass) ลดลงเช่นกันของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ส่งผลให้สุขภาพของหัวใจย่ำแย่ลง

การศึกษานี้เพื่อดูผลของโกรธฮอร์โมนที่มีต่อระบบต่างๆของร่างกายและการหลั่งของโกรธฮอร์โมนยังแสดงให้เห็นว่าสามารถลดไขมันในช่องท้อง (abdominal fat) ไขมันไม่ดีต่อร่างกาย อาทิ ลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (Low-density lipoproteins) และไตรกลีเซอไรด์ รวมทั้งยังสามารถลดโอกาสการเกิดความต้านทานต่อฤทธิ์ของอินซูลิน (insulin resistance) ได้อีกด้วย นอกจากนี้ สารเหลวที่มีส่วนผสมโกรธฮอร์โมนยังช่วยควบคุมการทำงานของเยื่อบุภายในของร่างกายให้เป็นปกติ เพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนและช่วยลดไขมันเลวจากร่างกายได้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ร่างกายที่มีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งยังลดโอกาสในการเกิดและการเสียชีวิตจากโรค

เนื่องจากปัญหาหลอดเลือดและหัวใจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวพันธ์กับการเสียชีวิตด้วยโรคไตเรื้อรัง ดังนั้น โกรธฮอร์โมนอาจมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเสียชีวิตลงได้ด้วยการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของหัวใจ

อ้างอิง:

  1. Blum WF, Alherbish A, Alsagheir A, et al. The growth hormone-insulin-like growth factor-I axis in the diagnosis and treatment of growth disorders. Endocr Connect. 2018;7(6):R212-R222. doi:10.1530/EC-18-0099
  2. Raimund Hirschberg, Hamid Rabb, Ronaldo Bergamo, Joel D. Kopple, The delayed effect of growth hormone on renal function in humans, Kidney International, Volume 35, Issue 3, 1989, Pages 865-870, ISSN 0085-2538, https://doi.org/10.1038/ki.1989.65.
  3. Gupta V, Lee M. Growth hormone in chronic renal disease. Indian J Endocrinol Metab. 2012;16(2):195-203. doi:10.4103/2230-8210.93736
  4. Gupta D, Gardner M, Whaley-Connell A: Role of Growth Hormone Deficiency and Treatment in Chronic Kidney Disease. Cardiorenal Med 2011;1:174-182. doi: 10.1159/000329930
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

For English